วันพฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2556

คัพเค้กนมสด

 
 
 
 
 
 
ส่วนผสม
 
1.แป้งเค้ก                    100    กรัม
2.นมผง                           2     ชต.
3.ผงฟู                          1/2     ช้อนชา
4.น้ำตาล                    80-85   กรัม (อย่ามากกว่านี้เลยนะค่ะ อาจจะหวานเกิ๊น...)
5.นมข้นจืด                     40    ml.
6.นมสด                          40    ml.
7.เกลือ                          1/4    ช้อนชา
8.ไข่ไก่                             3    ฟอง
9.วนิลา                             1    ช้อนชา
10.น้ำมัน(คาโนล่า)         70    ml.
11.SP                              10    กรัม




 
 
วิธีทำ
 
1. จัดการรวมส่วนผสมทั้งหมดลงในโถ ....ยกเว้นน้ำมันพืช 
 
 
 
2. เอา Sp ป้ายที่หัวตะกร้อแล้วเอาตะกร้อคนๆ ให้ Sp กระจายตัว  จับเวลาตีด้วยความเร็วสูง 7 นาที
 
 
 
3. คอยปาดอ่างเป็นระยะ ... จนส่วนผสมข้นขาว
    ปรับเป้นความเร็วต่ำ ทยอยใส่น้ำมันลงเป้นสาย โดยใช้เวลารวม 3 นาที
 
 
 
 
 
 
4. ครบ 3 นาทีแล้ว ใส่กลิ่น  ตีความเร็วสูงต่ออีก 20 วินาที เราก็จะได้เค้กนมสดที่พร้อมสำหรับการอบแล้ว
5. อบเค้กนมสดนี่อาจจะใช้เวลามากกว่าสปันจ์ธรรมดานิดนะค่ะ เพราะมีนมเป็นส่วนผสม เอ๊ะเกี่ยวกันไหม
เพราะคัพเค้กนี่หนิงอบไฟ 180 องศาซี ไฟบน-ล่าง  14 นาที ก่อนหมดเวลา 2 นาที เปิดพัดลมเร่งให้หน้าแห้ง
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 


 
 
 
ส่วนผสม
.
1.กล้วยหอมสุกงอม น้ำหนักไม่รวมเปลือก 300 กรัม
2.กลิ่นวานิลาบัตเตอร์       1    ช้อนชา
3.แป้งเอนกประสงค์      200    กรัม
4.ผงฟู                              1    ช้อนชา
5.เบกกิ้งโซดา              1/2    ช้อนชา
6.ไข่ไก่ขนาดใหญ่           2    ฟอง
7.น้ำตาลทราย             110    กรัม
8.น้ำมันพืช                     80    กรัม
9.เกลือป่น                     1/4    ช้อนชา


วิธีทำ
.
- อุ่นเตาอบไว้ที่ 180 องศาเซลเซียส
- ร่อนแป้ง ผงฟู และเบกกิ้งโซดา รวมกัน พักไว้

 
- บดกล้วยหอมกับวานิลา รวมกัน
 

 
 
- ตีผสมไข่ไก่ น้ำตาลทราย น้ำมันพืช และเกลือป่น ด้วยความเร็วสูงสุด ประมาณ 3 นาที
 



- จนไข่ฟูและมีลักษณะค่อนข้างข้น (มองเห็นมั้ยว่าฟูข้น ^^)




- ใส่กล้วยบดลงไปตีด้วยความเร็วต่ำให้เข้ากันดีกับส่วนผสมไข่

- ใส่ส่วนผสมแป้งที่ร่อนไว้ลงไป ตีด้วยความเร็วต่ำประมาณ 1 นาที หรือพอส่วนผสมเข้ากันดีก็หยุด

- จากนั้นก็ใช้ไม้พายกวาดไปที่ก้นและขอบอ่างเพื่อความแน่ใจว่าไม่มีเศษแป้งนอนอยู่ก้นอ่าง

- เทใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้

- นำเข้าอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ไฟบน-ล่าง ประมาณ 20-25 นาที

    

 
 
 
 




วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2556



ประวัติขนมเค้ก

 
            “ขนมเค้ก” (cake) เป็นอาหารชนิดหนึ่งที่มักจะมีรสหวานและผ่านกระบวนการอบ ซึ่งจะทำมาจากแป้ง น้ำตาล และส่วนประกอบอื่นๆ เช่น ไข่ ผัก และผลไม้ที่ให้รสหวานหรือเปรี้ยว หรือส่วนประกอบที่มีไขมัน เช่น เนย ชีส ยีสต์ นม เป็นต้น และนิยมรับประทานเป็นของหวาน และฉลองในเทศกาลต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันเกิดและวันแต่งงาน ซึ่งในโลกมีตำรับหรือสูตรการทำเค้กเป็นจำนวนล้านๆ สูตร ขนมเค้กมีหลากหลายชนิด อาทิ ชีสเค้ก ฟรุตเค้ก แพนเค้ก เค้กเนยสด และแยมโรล เป็นต้น
 
Cake มีรากศัพท์มาจากภาษาของชาวไวกิ้ง (Old Norse word) ว่า "kaka"
           ประวัติเริ่มจากปี 1843 คุณอัลเฟรด เบิร์ด (Alfred Bird 1811-1878)
นักเคมีชาว    อังกฤษได้ค้นพบ "ผงฟู" หรือ "baking powder" ทำให้เขาสามารถทำขนมปังชนิดที่ไม่มียีสต์ให้กับภรรยาของเขา อลิซาเบธ (Elizabeth) ได้เป็นครั้งแรกเนื่องจากภรรยาของเขาเป็นโรคภูมิแพ้เกี่ยวกับ ไข่ และ ยีสต์
ในราวศตวรรษที่ 13 
          มีการค้นพบหลักฐานการอบขนมเค้กขั้นแอดวานซ์ที่เก่าแก่ที่สุดจากชาวอียิปต์โบราณโดยมักจะเป็นรสชาติของเค้กผลไม้ และGinger bread รูปแบบเค้กทรงกลมที่เราเห็นกันทุกวันนี้ เริ่มราวกลางศตวรรษที่ 17 ในยุโรป ซึ่งเป็นช่วงที่มีพัฒนาการของเตาอบ แบบพิมพ์ขนมและน้ำตาลทราย รสชาติที่นิยมก็ยังเป็นรสผลไม้
          สำหรับประวัติขนมเค้กในประเทศไทยนั้น ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2480 ขนมเค้กยังไม่เป็นที่รู้จักแก่คนทั่วไปมากนัก จะมีเพียงคนบางกลุ่มเท่านั้นที่ได้รับอารยธรรมตะวันตกหรือใกล้ชิดกับชาวต่างประเทศที่เข้ามาทำธุรกิจ
           โดยร้านเบเกอรี่ (bakery) ในกรุงเทพฯ มีอยู่ไม่มากนัก ร้านที่เป็นที่รู้จักย่านถนนเจริญกรุงคือร้านมอนโลเฮียงเบเกอรี่ ต่อมาในปี พ.ศ. 2490 หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ประเทศไทยมีการติดต่อค้าขายทำธุรกิจกับต่างประเทศ และการท่องเที่ยวมีการขยายตัวมากขึ้น ทำให้มีความต้องการบริโภค ขนมเค้ก ขนมปัง เพสตรี้ เพื่อบริการแก่ลูกค้าหรือนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศมีมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ธุรกิจเบเกอรี่ หรือขนมเค้ก ขนมปัง ขนมคุ๊กกี้ จึงขยายตัวและเป็นที่รู้จัก และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา